ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและเชื่อในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว.

ยอห์น 5:24

ทางแห่งความรอด

ทำไมมนุษย์จึงต้องการความรอด ?

มีหลักความจริงอยู่ 2 ประการ

(สีฟ้า: อ้างอิงข้อพระคัมภีร์)

1.เพราะว่า มีพระเจ้า

      พระคัมภีร์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า “ มีพระเจ้า ”  เพราะข้อแรกของพระคัมภีร์ก็ปรากฏชัดเจนเป็นตัว อย่างอยู่เเล้วว่า “ ในปฐมกาลพระเจ้าเนรมิตสร้าง… ” ข้อนี้แสดงให้เราเห็นว่าการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความจริง  พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า  คนโง่รำพึงในใจของตนว่า “ ไม่มีพระเจ้า ” (สดุดี 14:1)

เพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างของมนุษย์ 

     ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก  พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ ( ปฐมกาล 1:1,27 )

      “ พระเจ้าได้ตรัสข้อความเกี่ยวกับมนุษย์ที่พระองค์สร้างว่า “ เพราะเราได้สร้างเขาเพื่อสง่าราศีของเรา เราได้ปั้นเขา เออ เราได้สร้างเขาไว้ ”( อิสยาห์ 43 : 7 )  ดังนั้นจะเห็นได้ว่า “ มนุษย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเกียรติเเด่พระเจ้า ”

เพราะพระเจ้าบริสุทธิ์และชอบธรรม 

     พระองค์บริสุทธิ์ทุกประการเเละไม่มีบาปเลย พระองค์เกลียดชังความบาปเเละรักความชอบธรรม 

     ความชอบธรรมของคนที่ไร้ตำหนิย่อมรักษาทางของเขาให้ตรง แต่คนชั่วร้ายจะล้มลงด้วยความ ชั่วร้ายของเขาเอง (สดุดี 11:5)

     จงยอพระเกียรติพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา และนมัสการที่แท่นรองพระบาทของพระองค์ เพราะพระองค์บริสุทธิ์  (สดุดี 99:5)

      แต่พระเยโฮวาห์จอมโยธาจะได้รับการเทิดทูนไว้โดยความยุติธรรม และพระเจ้าองค์บริสุทธิ์จะได้สำแดงความบริสุทธิ์โดยความชอบธรรม( อิสยาห์  5:16)

      แน่ทีเดียว มือขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้สั้นเกินกว่าจะช่วยให้รอด ทั้งหูของพระองค์ก็ไม่ได้ตึงเกินกว่าจะไม่ได้ยิน เเต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการเเยกระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า เเละบาปของเจ้าทั้งหลายได้บังหน้าของพระองค์เสียจากเจ้า พระองค์จึงไม่ได้ยิน (อิสยาห์ 59 :1-2)

2.เพราะว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป

     แน่ทีเดียวไม่มีคนชอบธรรมสักคนเดียวบนแผ่นดินโลก ที่ได้ประพฤติล้วนแต่ความดี และไม่กระทำบาปเลย  ( ปัญญาจารย์ 7:20 )

ความบาป คืออะไร ?

      ความบาป คือ  การที่มนุษย์ไม่ได้ถวายเกียรติเเด่พระเจ้า และการไม่เชื่อฟังพระเจ้า   รวมทั้งกระทำสิ่งชั่วร้าย  ซึ่งส่งผลให้มนุษย์ถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า

      แต่ต้นไม้แห่งความรู้ดีและรู้ชั่วเจ้าอย่ากินผลจากต้นนั้นเป็นอันขาด เพราะว่าเจ้ากินในวันใด เจ้าจะตายแน่ในวันนั้น ” (ปฐมกาล  2 : 17 )       

      เมื่อหญิงนั้น ( เอวา ) เห็นว่า ต้นไม้นั้นเหมาะสำหรับเป็นอาหารและมันงามน่าดู และต้นไม้ต้นนั้นเป็นที่น่าปรารถนาเพื่อให้เกิดปัญญา หญิงนั้นจึงเก็บผลไม้นั้นแล้วกินเข้าไป แล้วส่งให้สามี ( อาดัม ) ของนางด้วย และเขาได้กิน ( ปฐมกาล3:6 )

     เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่เป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขา ก็มืดมัวไป ( โรม 1:21 )

      พระองค์ตรัสว่า “ สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การผิดผัวผิดเมีย การฆาตกรรม การลักขโมย การโลภ ความชั่ว การล่อลวงเขา ราคะตัณหา อิจฉาตาร้อน การหมิ่นประมาท ความเย่อหยิ่ง ความโฉด สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน ”( มาระโก 7 : 20-23 )

      และพระเจ้าเห็นว่าความชั่วของมนุษย์มีมากบนแผ่นดินโลก และเจตนาทุกอย่างแห่งความคิดทั้งหลายในใจของเขาล้วนแต่ชั่วร้ายอย่างเดียวเสมอไป ( ปฐมกาล 6:5 )

      เนื่องจากพระคัมภีร์ได้บอกให้ทราบว่า ต้นกำเนิดของมนุษย์มาจากไหนเเละจะไปไหน เเละบอกถึงการพลาดพลั้งอย่างน่าละอายของมนุษย์ กับการถูกขับไล่จากพระเจ้า ซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำ 

      เหตุฉะนั้นพระคัมภีร์จึงบอกชัดเจนว่า “ มนุษย์ทุกคนจะต้องเข้าสู่การพิพากษาต่อหน้าพระเจ้าในวันหนึ่งข้างหน้า ” ความตายเป็นของธรรมดาซึ่งทุกคนเข้าใจได้ว่าเป็นปลายทางของมนุษย์ที่ไม่มีใครหนีได้  ในพระคัมภีร์กล่าวว่ามีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะต้องตายหนหนึ่ง และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด (ฮีบรู 9:27)

     พระเจ้าได้สร้างมนุษย์เเละเเสดงพระประสงค์ให้มนุษย์ทราบว่า “ มนุษย์ทุกคนจะต้องรับผิดชอบใน การกระทำเเละคำพูดทุกอย่าง ” ชีวิตในโลกนี้เป็นการเตรียมตัวสำหรับชีวิตภายหน้า วิญญาณของเขาจะต้องกลับไปหาพระเจ้าผู้สร้างเเละผู้พิพากษา

     ในเวลาเมื่อมนุษย์ยังโฉดเขลาอยู่พระเจ้ามองข้ามไปเสีย แต่เดี๋ยวนี้พระองค์ได้ตรัสสั่งแก่มนุษย์ทั้งปวงทั่วทุกแห่งให้กลับใจใหม่ เพราะพระองค์ได้กำหนดวันหนึ่งไว้ ในวันนั้นพระองค์จะพิพากษาโลกตามความชอบธรรม โดยให้ท่านองค์นั้นซึ่งพระองค์ได้เลือกไว้เป็นผู้พิพากษา( กิจการ 17 : 30-31 )

     องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสว่า เรามีความพอใจในความตายของคนชั่วหรือ แต่เราพอใจให้เขากลับจากความชั่วของเขาและมีชีวิตอยู่มิใช่หรือ ( เอเสเคียล 18 : 23 ) 

     มวลมนุษย์ทั่วแผ่นดินโลกเอ๋ย จงหันมาหาเราและรับการช่วยให้รอด เพราะเราเป็นพระเจ้า และไม่มีอื่นใดอีก ( อิสยาห์ 45 : 22 )

แล้วต้องทำอะไรถึงได้รับความรอด ?

      พระเจ้าได้จัดเตรียมทางรอดไว้แล้วเพื่อมนุษย์จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรับโทษของความบาปโดยไม่รู้สิ้นสุด  พระองค์ได้ส่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกนี้เพื่อจัดเตรียมทางให้มนุษย์พ้นจากความบาป    

      เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น (ยอห์น 3:17)

      พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา (ยอห์น 14:6)

      พระเยซูคริสต์ได้เกิดจากนางมารีย์หญิงสาวพรหมจารี และพระองค์ไม่ได้มีบิดาฝ่ายเนื้อหนังดังนั้น พระองค์จึงไม่ได้รับธรรมชาติแห่งความบาปของอาดัม 

 เหตุฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว (อาดัม) และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป(โรม 5:12)

      ท่านทั้งหลายก็รู้อยู่แล้วว่า พระองค์ได้ปรากฏเพื่อนำบาปทั้งหลายของเราไปเสีย และบาปในพระองค์ไม่มีเลย (1 ยอห์น 3:5)

      พระเยซูเป็นมนุษย์คนเดียวที่ไม่มีบาป พระองค์ไม่ได้กระทำบาปเลย และไม่ได้พบอุบายในปากของพระองค์เลย (1เปโตร 2:22)

     พระองค์ได้กระทำตามสิ่งที่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ต้องการ แล้วพระองค์จึงตรัสว่า “ดูเถิด ข้าพระองค์มาแล้ว โอ พระเจ้าข้า เพื่อจะกระทำตามน้ำพระทัยพระองค์”  โดยน้ำพระทัยนั้นเองที่เราทั้งหลายได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น (ฮีบรู 10:9,10)

     พระองค์เต็มใจทนทุกข์ทรมานเพื่อรับโทษของความบาปบนไม้กางเขนแทนเรา แน่ทีเดียวท่านได้แบกความระทมทุกข์ของเราทั้งหลาย และหอบความเศร้าโศกของเราไป กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าโบยตีและข่มใจ แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความละเมิดของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายปลอดภัยนั้นตกแก่ท่าน ที่ต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี (อิสยาห์ 53:4+5)

     พระองค์เองได้รับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ที่ต้นไม้นั้น เพื่อว่าเราทั้งหลายซึ่งตายจากบาปแล้ว จะได้ดำเนินชีวิตตามความชอบธรรม ด้วยรอยเฆี่ยนของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย (1 เปโตร 2:24)

      ณต้องเชื่อพระเจ้าก็คือต้องมีความเชื่อในพระเยซูคริสต์  เพราะว่าพระเจ้ารักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์  (ยอห์น 3:16) 

     ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อในพระบุตรก็จะไม่เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา (ยอห์น 3:36)

     ก่อนอื่นคุณต้องยอมรับว่าพระเยซูผู้เดียวเท่านั้นที่ทำให้คุณคืนดีกับพระเจ้าได้และไม่มีทางอื่นที่จะทำให้คุณรอดได้  ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่โปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า (กิจการ 4:12)

พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่คนบาปทุกคนที่ยอมสารภาพบาปของเขาและรับพระเยซูคริสต์เจ้าไว้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด  

     เพราะว่า  ผู้ใดที่จะร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด (โรม 10:13)

    และวิธีที่คุณทำได้ คือ การอธิษฐานต่อพระองค์ โดยใช้คำพูดง่ายๆไม่ต้องมีพิธีรีตอง สารภาพว่าคุณเป็นคนบาปและช่วยตัวเองไม่ได้ด้วยความจริงใจทั้งหมดของคุณ ขอให้พระเยซูคริสต์ช่วยคุณให้ได้รับความรอด

    เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ ก็คือเรายึดมั่นคำของพระเจ้าดังนั้น เราก็รอดพ้นจากการลงโทษของความบาปแล้ว หมายความว่าความบาปของเราทั้งหมดในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้ถูกยกโทษแล้ว 

    ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะโปรดยกบาปของเรา และจะชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น (1 ยอห์น 1:9)

     และพระองค์ได้วายพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่จะมิได้เป็นอยู่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป แต่จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้สิ้นพระชนม์ และเป็นขึ้นมาเพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย(2 โครินธ์ 5:15)

    ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงสามารถเป็นนิตย์ที่จะช่วยคนทั้งปวงที่ได้เข้ามาถึงพระเจ้าโดยทางพระองค์นั้นให้ได้รับความรอด เพราะว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์เพื่อเสนอความให้คนเหล่านั้น (ฮีบรู 7:25)

© Copyright - readthaibible - Support Leonarda Martinez Saez