เรื่องราวของพระเจ้า

ที่พระเจ้าทรงบันทึกไว้ให้เรา

ในพระคำของพระองค์

1. พระเจ้าสื่อสารกับมนุษย์

1. เราจะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร

ตัวอย่างสมมุติ ถ้าคุณพบฝรั่งคนหนึ่งครั้งแรก คุณจะรู้จักเขา หรือ รู้ถึงเรื่องชีวิตของเขาได้อย่างไร  เขาคงต้องเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาว่าเขาเกิดที่ต่างประเทศแล้วจึงมาเมืองไทย  และเล่าเรื่องชีวิตของเขาก่อนที่เจอคุณ คุณไม่ทราบได้เลยนอกจากเขา หรือผู้อื่นบอก

เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าก็เหมือนกัน  พระเจ้าต้องบอกให้เราทราบ  ต้องเล่าเรื่องของพระองค์ให้เราฟัง  ถ้าพระเจ้าไม่บอกหรือไม่สื่อสารกับเรา  เราอาจรู้แค่บางสิ่งที่เราเห็น และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์

ทำไมเรารู้จักพระเจ้าเองไม่ได้นอกจากพระองค์บอกให้เราทราบ  เพราะว่าเราอยู่ในโลกนี้  แต่พระเจ้าอยู่ภายนอก ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนของโลกนี้  พระเจ้าเป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์กับโลก และสิ่งสารพัดที่มีในโลก  แต่พระเจ้าอยู่ต่างหาก  อยู่ในที่ที่เราไม่เห็น  จริง ๆ แล้วพระองค์ไม่ต้องการที่อยู่  ไม่ต้องการอะไรเพื่อจะอยู่ได้  และพระองค์ทรงอยู่ทุกที่ในเวลาเดียวกัน  คือพระเจ้าทรงอยู่ภายนอกเรา  และอยู่รอบ ๆ เราด้วย

ถ้าเราอยากค้นหาพระเจ้า  เพื่อรู้จักกับพระองค์  เราจะพบได้ไหม

คำตอบคือ จะพบไม่ได้  เราจะพบแต่ซาตาน ซาตานอาจทำให้เราเชื่อว่าเป็นพระเจ้า  แต่มันโกหก  มันไม่เคยพูดความจริง

เราจะหาพระเจ้าไม่ได้  เพราะเราอยู่แยกจากพระเจ้า

พระคัมภีร์บอกไว้ใน อิสยาห์ 59:2  

แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยก  ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า  และบาปของเจ้าทั้งหลายได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า  พระองค์จึงมิได้ยิน

ถ้าเราอยากรู้จักกับพระเจ้า  เราต้องพึ่งพาพระองค์ ที่พระองค์เข้ามาหาเรา  และเปิดเผยความจริงให้เราทราบ  นอกจากนั้นเราไม่สามารถรู้เรื่องราวของพระเจ้าได้

พระเจ้าได้ทรงมอบพระคัมภีร์ให้มนุษย์ซึ่งเป็นคำพูดของพระเจ้าเอง  มอบพระวจนะหรือคำสอนของพระองค์ในหนังสือ เพื่อเราจะศึกษาและอ่านเองได้  ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าได้สื่อสารโดยทางพระคัมภีร์  เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์  เราจึงได้รู้ว่าพระองค์เป็นใคร  มีความคิด  มีแผนการอะไร

2. สิ่งนี้บอกถึงลักษณะของพระเจ้าอย่างไร

สิ่งนี้บอกถึงลักษณะของพระเจ้าว่าเป็นพระเจ้าที่สื่อสารกับมนุษย์ สื่อสารอย่างชัดเจนให้เราทราบ  เข้าใจ  และไม่ต้องสงสัย บอกความจริง  ไม่เคยโกหก  เราเชื่อถือได้เสมอ บอกด้วยสิทธิอำนาจ  สิ่งที่พระองค์บอกนั้นถูกต้อง  ชอบธรรม  เราต่อต้านไม่ได้   บอกแล้วไม่เคยยกเลิก  ไม่เคยเปลี่ยนความคิด บอกแล้วทำ  พระองค์บอกว่าจะทำอะไร พระองค์ก็ทำเสมอ

การพูดสนทนาสำคัญสำหรับพระเจ้า  พระองค์ชอบพูดและแบ่งปัน  นี่คือสาเหตุที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ เพื่อให้พระองค์สื่อสารกับมนุษย์ได้  และเป็นสาเหตุที่พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา ตามแบบอย่างของพระองค์ ให้เราเหมือนพระองค์  ทำให้เราสนทนาและมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้  มนุษย์นั้นชอบพูด และอยากแบ่งปันเรื่องราวกับเพื่อนกับพี่น้องเช่นกัน

พระเจ้าเป็นผู้เข้ามาหามนุษย์ เพราะพระเจ้าทรงรัก และทรงเมตตา  พระองค์จึงเป็นผู้ที่เริ่มต้นที่จะเข้ามาหาเราก่อน  และสื่อสารกับเราให้เรารู้ความจริงเรื่องพระเจ้า มนุษย์  ความบาป ความรอดจากบาป ฯลฯ

อย่างที่ได้บอกว่ามนุษย์ไปหาพระเจ้าไม่ได้  พระคัมภีร์บอกอีกใน โรม 3:11-12 

ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า  เขาทุกคนหลงผิดไปหมด

ขอบคุณพระเจ้า เพราะความบาปจึงไม่มีใครสนใจในพระเจ้า  แต่พระเจ้าสนใจในตัวเรา

3. พระเจ้าสื่อสารกับเราอย่างไร

เริ่มแรกก่อนมีพระคัมภีร์  พระเจ้าได้สื่อสารกับมนุษย์อย่างไร คำ

ตอบคือ

– ปากบ้าง  พูดออกเสียงให้ฟัง

– ความฝัน  ให้เห็นภาพของพระเจ้า หรือทูตสวรรค์ที่พูดกับคนนั้น

– และด้วยการดลใจบ้าง  โดยดลใจให้เขียนพระวจนะของพระเจ้าลงเป็นหนังสือ

ในปัจจุบันนี้เรามีพระคัมภีร์ที่สมบูรณ์แล้ว  ไม่ต้องเพิ่มเติมสิ่งใดเข้าไปสักอย่าง

ในพระคัมภีร์พระเจ้าสื่อสารอย่างไร  ในพระคัมภีร์พระเจ้าใช้เรื่องต่างๆสื่อสาร  พระเจ้าเล่าเรื่องให้เราฟัง ให้เราอ่าน  พระเจ้าไม่ได้บอกเราเป็นรายการว่า จงทำสิ่งนั้นสิ่งนี้  อย่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้  หรือพระเจ้าก็ไม่ได้บอกเป็นหลักการเป็นศาสนศาสตร์  ถ้าพระคัมภีร์มีแต่ข้อความแบบนี้อย่างเดียว  มันก็คงน่าเบื่อ  อ่านยาก ทำตามยาก  แต่พระเจ้าไม่ได้ทำแบบนั้น  พระเจ้าเล่าเรื่องหลาย ๆ เรื่อง  เรื่องจริงเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้า  หรือเรื่องจริงจากชีวิตของมนุษย์  อันนี้ทำให้พระคัมภีร์น่าสนใจ และอ่านเข้าใจได้  เพราะเป็นเรื่องที่เราเห็นว่าเหมือนกับชีวิตของเราซึ่งเกี่ยวข้องกัน

ชีวิตของเราถ้าเปรียบเทียบเป็นเรื่อง  เราก็มีเรื่องของตัวเราเอง  พี่น้องทุกคนก็พูดถึงเรื่องตัวเอง และเล่าให้เราฟังได้  เรื่องของตัวเราก็มีทั้งส่วนดีและไม่ดี  เรื่องในพระคัมภีร์ก็เช่นกัน  มีเรื่องคนที่ดำรงชีวิตกับพระเจ้า และมีเรื่องคนที่ทำตามใจตัวเอง  แต่ในทุกเรื่องก็มีพระเจ้าที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม ในชีวิตของแต่ละคนด้วย

น่าดีใจที่พระเจ้าได้เลือกที่จะสื่อสารเป็นเรื่องราวแก่เรา  เพราะการเล่าเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา  แล้วเราส่วนมากก็ชอบเล่าเรื่องฟังเรื่องใช่ไหม  การเล่าเรื่องเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเรา  เราทำทุกวันและทุกโอกาสที่เรามี  การเล่าเรื่องมีส่วนสำคัญในการเป็นมนุษย์  เพราะว่าพระเจ้าสร้างเราแบบนี้

การเล่าเรื่องทำให้เราจำได้  สมมุติว่าถ้าใครให้รายการ 10 ประการ  เราอาจจำยาก  แต่ถ้าเล่าเรื่อง คนส่วนมากจำได้ และเอาไปเล่าแบ่งปันให้คนอื่นฟังต่อก็ได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์

2. พระเจ้าสื่อสารกับมนุษย์

1. พระเจ้าใช้เรื่องต่าง ๆ สื่อสาร

ในบทที่แล้วบอกว่าส่วนมากพระเจ้า ใช้เรื่องต่าง ๆ สื่อสารกับมนุษย์  พระเจ้าไม่ได้สั่งเป็นรายการถึงสิ่งที่ให้เราทำ  ตอนนี้เราไปดูในพระคัมภีร์ เพื่อให้เราเห็นว่าในแต่ละเล่ม มีเรื่องอะไรบ้าง  ให้เราเห็นว่า พระเจ้าได้ใช้เรื่องสื่อสารจริง ๆ  

ถ้าเรานึกถึงหนังสือปฐมกาล มันเริ่มต้นด้วยเรื่องการสร้างแผ่นดินโลกกับฟ้าสวรรค์  ต่อไปคือเรื่องของอาดัมกับเอวาที่อยู่ในสวนเอเดน  ถูกซาตานล่อลวง  ความบาปเข้ามาในโลก  ต่อไปมีเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดอยู่นอกสวนเอเดน  คาอินกับอาเบล  เรื่องของโนอาห์  เรื่องหอบาเบล  เรื่องของอับราฮัม อิสอัค ยาโคบ โยเซฟ และอีกหลายเรื่อง

ในหนังสืออพยพ  มีเรื่องชนขาติอิสราเอลที่เป็นทาสในอียิปต์  มีเรื่องโมเสสที่ช่วยปลดปล่อยคนอิสราเอล  มีเรื่องคนอิสราเอลอยู่ในถิ่นทุรกันดาร  เรื่องรับกฎบัญญัติ  เรื่องสร้างพลับพลา

สรุป จากหนังสือเลวีนิติ จนถึงหนังสือเอสเธอร์ ก็เล่าหลายเรื่องซึ่งเป็นเรื่องของชนชาติอิสราเอล

ต่อไปหมวดบทกวี  หนังสือห้าเล่มในหมวดนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องราวโดยตรง  แต่บางส่วนก็เล่าเรื่อง  เช่น  หนังสือสดุดีเป็นบทเพลง  หลายบทก็พูดถึงเรื่องชีวิตของผู้เขียน  หรือพูดถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล

หมวดผู้เผยพระวจนะ  ที่บอกเรื่องต่าง ๆ ของชนชาติอิสราเอลที่ได้เกิดขึ้นในเวลานั้น  และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

ในพระคัมภีร์ใหม่มีพระกิตติคุณ  พระกิตติคุณทั้งสี่เล่มพูดถึงชีวิตของพระเยซู 

ต่อไปคือหนังสือกิจการเป็นเรื่องต่าง ๆ ของอัครทูตหรือสาวกของพระเยซูคริสต์ 

จดหมายฝากของอัครทูต  ในจดหมายฝากนี้ ไม่มีเรื่องราวมากนัก  อัครทูตเปาโลอาจจะพูดถึงแผนการ หรือการเดินทางของท่าน  นอกจากนั้นมีคำอธิบาย คำเตือน และคำสั่งให้ผู้เชื่อ

และสุดท้ายหนังสือวิวรณ์ เล่าเรื่องอนาคตให้เราทราบว่าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เรื่องต่าง ๆ นี้มีไว้เพื่ออะไร  ก็มีไว้เพื่อพระเจ้าบอกถึงข้อมูล  ทุกเรื่องมีความหมาย  เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น  และพระเจ้าก็ได้ให้ไว้เพื่อสั่งสอนเรา  เมื่อเราอ่าน  เราได้รับความรู้  และได้รับคำสอน คำสั่ง และคำเตือนจากพระเจ้า

ในแต่ละเรื่อง

– มีบุคคลในเรื่อง
– มีช่วงเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
– มีสถานที่ของเหตุการณ์
– มีโครงเรื่อง / เหตุการณ์

คือ มันได้เกิดขึ้นในพื้นที่และเวลา
มันจึงเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่นิทาน 

เราต้องอ่านและเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง  สิ่งนี้สำคัญเมื่อเราจะพูดถึงวิธีการอ่านพระคัมภีร์

2. เรื่องราวต่าง ๆ รวมเป็นภาพใหญ่แห่งเรื่องราวของพระเจ้า

เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องที่สนุก หรือเรื่องที่น่าสนใจเท่านั้น  พระเจ้ายังมีเป้าหมาย และจุดประสงค์ในเรื่องราวเหล่านี้  พระองค์ได้เลือกเรื่องต่าง ๆ ใส่ไว้ในพระคัมภีร์  เพราะเรื่องทั้งหมดที่อยู่ในพระคัมภีร์ ก็รวมเป็นหนึ่งเรื่อง คือ เรื่องราวของพระเจ้า เหมือนกับทุกประสบการณ์ทุกสถานการณ์ในชีวิตของเรา ก็รวมเป็นเรื่องราวของเรา

และเรื่องราวของพระเจ้า ก็รวมถึงแผนการของพระเจ้า ที่ได้เปิดเผย ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล  คือแผนการที่พระเจ้ามีกับแผ่นดินโลก มนุษย์ และทุกสิ่งในโลก  แผนการของพระเจ้ารวมประวัติศาสตร์ทั้งหมดของโลก  เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ปกครองโลกนี้ และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้

แผนการนี้พระเจ้าได้เปิดเผยทีละน้อย และเปิดเผยเรื่อย ๆ  ไม่ได้เปิดเผยทั้งหมดในครั้งเดียว  ให้ข้อมูลเป็นขั้นเป็นตอน  และค่อย ๆ เพิ่มเติมเรื่องต่าง ๆ

แผนการหรือเรื่องราวของพระเจ้านี้มีจุดเริ่มต้นของเรื่อง และมีจุดสิ้นสุด  เราควรที่จะเริ่มอ่าน และศึกษาตั้งแต่จุดเริ่มต้น แล้วอ่านศึกษาเรื่อยไป ตามลำดับของเรื่องต่าง ๆ ตามที่พระเจ้าได้เล่า  จนกว่าเราจะเข้าใจเรื่องราว และแผนการของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น  และเห็นภาพใหญ่ที่พระเจ้าเปิดเผยในพระคัมภีร์  ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับชีวิตผู้เชื่อ

เราจัดเตรียมแผนรูปภาพประวัติพระคัมภีร์ ที่แสดงถึงแผนการทั้งหมดของพระเจ้า  ในบทหน้าเราจะดูแผนรูปภาพนี้ให้ละเอียด  และจะสรุปเรื่องราวของพระเจ้าสั้น ๆ  เพื่อจะเห็นและเข้าใจภาพใหญ่แห่งเรื่องราวของพระเจ้า

เราจะเห็นว่า
– เรื่องราวของพระเจ้ามีหลายบทหลายตอน ตามที่มีกรอบสี่เหลี่ยมในภาพนี้ และทุกบททุกตอนก็มีหัวข้อด้วย
– ทุกบททุกตอนในเรื่องราวของพระเจ้า จะเริ่มต้นด้วยการอวยพรของพระเจ้า และสิ้นสุดด้วยการลงโทษ
– เรื่องราวของพระเจ้ามีบุคคลหลัก คือ พระเจ้ากับพระเยซู
– มีเรื่องสำคัญบางเรื่อง แบบที่มีรูปสัญลักษณ์แสดงถึงเรื่องนั้นในภาพด้วย
– และมีเส้นเวลาที่แสดงถึงลำดับของเหตุการณ์ ตามประวัติศาสตร์โลกที่เกิดขึ้น

3. สรุปแผนการที่พระเจ้าเปิดเผยในพระคัมภีร์

ให้เราดูแผนรูปภาพประวัติพระคัมภีร์ให้ละเอียด  และสรุปเรื่องราวของพระเจ้าสั้น ๆ  เพื่อจะเห็นและเข้าใจภาพใหญ่แห่งเรื่องราวของพระเจ้าได้

 เรื่องราวของพระเจ้าเริ่มต้นในนิรันดร์กาล  ก่อนมีทุกสิ่งทุกอย่าง ก็มีพระเจ้าอยู่แล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นกับโดยพระเจ้า  แต่พระเจ้าทรงไม่มีจุดเริ่มต้น  ทรงเป็นอยู่ตลอด  ไม่มีวันเกิดและไม่มีวันตาย

พระเจ้าทรงเป็นสามในหนึ่ง มีพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์  และพระเจ้าทั้งสามสภาพนี้เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียว

และพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าอยู่ตลอดไป  ไม่ได้เป็นอย่างอื่น  ไม่ได้พัฒนาตัวเองให้เป็นพระเจ้า  พระเจ้าทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด มีทั้งฤทธิ์เดชและอำนาจ อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

พระเจ้าทรงเป็นต้นตอของสิ่งสารพัด  เป็นผู้สร้างแผ่นดินโลกกับฟ้าสวรรค์  พระเจ้าทรงมีความคิดมีแผนการที่จะสร้างโลกและสร้างมนุษย์  แล้วพระองค์ทรงกระทำตามแผนการนั้นตลอด  แผนการนี้มีจุดเริ่มต้น และมีจุดสิ้นสุด  แผนการของพระเจ้าเกิดขึ้นตามลำดับ และตามเวลา  เวลาก็มีจุดเริ่มต้น  พระเจ้าทรงไม่ต้องการเวลากับพื้นที่ พระองค์ไม่ต้องการอะไรเลย เพื่อจะดำรงอยู่ได้  พระองค์ทรงสร้างเวลาสำหรับมนุษย์เรา  เวลาเป็นเหมือนเส้นตรงไม่ได้เป็นวงแหวน  สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็อยู่ในอดีต  และพรุ่งนี้เป็นวันใหม่ที่เรายังไม่ได้เจอ

ในบทแรกของเรื่องราวของพระเจ้า “ในสวนเอเดน”  พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกและสร้างมนุษย์  มนุษย์บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดบาป

พระเจ้าสร้างมนุษย์ เพื่อมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า พึ่งพาพระเจ้า  พระองค์จัดเตรียมสิ่งสารพัดที่อาดัมกับเอวาต้องการในสวน
เอเดน  เขาไม่ขาดแคลนสิ่งใด  มีแต่ความสุข เมื่อซาตานเห็นก็อิจฉา  ซาตานจึงไปล่อลวงอาดัมและเอวา ให้ทำผิดต่อพระเจ้า  พวกเขาทำตามใจของตนและของมาร  มนุษย์คู่แรกทำบาปโดยไม่เชื่อ และไม่วางใจพระเจ้า  และมนุษย์ที่เกิดมาต่อไปก็เป็นคนบาปที่ถูกแยกออกจากพระเจ้าตั้งแต่เกิด (เส้นสีดำ)  พระเจ้าทรงเสียดายมาก  แต่แผนการของพระเจ้า ยังไม่จบ  พระองค์ได้สัญญาว่าจะส่งผู้ช่วยให้รอดมา ซึ่งผู้นี้จะเป็นผู้มาไถ่ชีวิตของคนบาป

อย่างที่ได้บอกไว้ว่าทุกบทเริ่มต้น ด้วยการอวยพรของพระเจ้า และสิ้นสุดด้วยการลงโทษของพระองค์  บทนี้ก็เริ่มต้นที่พระเจ้าทรงอวยพรมนุษย์คู่แรก และจบลงที่พระองค์กล่าวโทษอาดัมกับเอวา  แล้วก็ไล่ออกจากสวนเอเดน

พระเจ้าได้เอาสัตว์มาฆ่า เพื่อทำเสื้อผ้าปกปิดความอายของอาดัมกับเอวา  ความตายเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อพระเจ้าฆ่าสัตว์นั้น  สิ่งนี้คือสิ่งที่พระเจ้าได้บอกไว้ก่อนว่าค่าตอบแทนของความบาป คือความตาย  เลือดสัตว์นั้นล้างบาปไม่ได้  แต่ปกปิดบาปไว้ได้เฉย ๆ  พระเจ้ามีทางให้มนุษย์ได้กลับคืนดีกับพระเจ้า โดยการถวายเครื่องบูชา

สิ่งนี้เป็นการอวยพรของพระเจ้า เมื่อเราเปิดอ่านบทที่สองของเรื่องราวของพระเจ้าในพระคัมภีร์  คือ “ก่อนน้ำท่วมโลก”  แต่ต่อมามนุษย์ทำชั่ว  คาอินลูกของอาดัมฆ่าน้องชายตาย  เชื้อสายของคาอินก็ทำชั่ว  ในสุดท้ายพระเจ้าลงโทษมนุษย์ที่อยู่ในโลกเว้นคนแปดคน  พระองค์ให้น้ำท่วมโลก  แต่ครอบครัวของโนอาห์รอดในเรือ

ในบทที่สาม “หลังน้ำท่วมโลก”  พระเจ้าก็ทรงอวยพรโนอาห์  และสัญญาว่าจะไม่ให้น้ำท่วมโลกอีกต่อไป  แต่ความจริงมนุษย์ไม่เปลี่ยนเลย  ยังคงเป็นคนบาปที่ไม่สนใจพระเจ้า  พระเจ้าสั่งลูกหลานของโนอาห์ว่าให้กระจายกันไปอยู่ทั่วแผ่นดินโลก  แต่พวกเขาอยู่รวมกัน  และได้สร้างหอสูงในเมืองบาเบล ซึ่งเปรียบเหมือนโบสถ์ที่ใช้นมัสการพระอื่น ๆ  พวกเขาไม่ได้ยกย่องพระเจ้า  พระเจ้าจึงขัดขวางมนุษย์ โดยทำให้ภาษาเดียวของพวกเขาสับสน เกิดภาษาต่าง ๆ ทำให้พูดคุยกันไม่เข้าใจ  

จบบทที่สาม ตอนนี้นานาชาติเกิดขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ก็มีหลายชาติ หลายเผ่า หลายภาษา  และบางครั้งก็เกิดปัญหาระหว่างชาติต่าง ๆ และเกิดสงครามด้วย 

แต่ในบทที่สี่ “สมัยอับราฮัม”  พระเจ้าเรียกอับราฮัมจากชนชาติหลายชนชาติ และอวยพรอับราฮัม  แล้วก็ทำให้อับราฮัมมาเป็นชนชาติใหม่คือชนชาติอิสราเอล  พระเจ้าเลือกชนชาติอิสราเอล เพื่อจะต่อแผนการของพระองค์ (เส้นสีเขียว)  คนอิสราเอลก็ทวีมากขึ้น เมื่อเขาอยู่ในประเทศอียิปต์  ฟาโรห์คือกษัตริย์ของอียิปต์ ซึ่งไม่ชอบและกลัวว่าคนอิสราเอลจะมาเป็นศัตรูของอียิปต์  ฟาโรห์จึงข่มเหงชนชาติอิสราเอล โดยให้เขาเป็นทาสในอียิปต์  แต่สุดท้ายพระเจ้าลงโทษฟาโรห์กับคนอียิปต์ และฆ่าบุตรหัวปีในทุกครอบครัว

พระเจ้าได้ช่วยคนอิสราเอลได้รอดสองเรื่อง  เขารอดจากการที่พระเจ้าลงโทษนั้น โดยเขาฆ่าลูกแกะตัวหนึ่ง  เป็นลูกแกะที่สมบูรณ์ และปราศจากตำหนิ  แกะตัวนั้นคนอิสราเอลเรียกกันว่า ปัสกา แล้วพระเจ้าช่วยให้ชนชาติอิสราเอล ได้รอดจากอำนาจของประเทศอียิปต์  พระเจ้าช่วยกู้ชนชาติอิสราเอล ออกจากอียิปต์  และพาไปในถิ่นทุรกันดาร  เรื่องนี้เป็นการลงโทษสำหรับคนอียิปต์ และเป็นการอวยพรสำหรับคนอิสราเอล  เป็นการจบบทที่สี่ และเริ่มต้นบทที่ห้า “อยู่ใต้กฎบัญญัติ” 

ต่อมาพระเจ้าทำพันธสัญญากับชนชาติอิสราเอลว่า ถ้าเขารักษากฎบัญญัติทั้งหมดเขาจะมีชีวิติอยู่  แต่ถ้าเขาทำผิดกฎบัญญัตินั้นพระเจ้าจะลงโทษ  จริง ๆ แล้ว ไม่มีใครสามารถรักษากฎบัญญัติได้  ซึ่งพระเจ้าก็ทราบ  พระองค์ประทานกฎนี้ให้มนุษย์ได้สำนึกว่าตัวเองเป็นคนบาป ที่ไม่สามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  และหากมนุษย์คนหนึ่งได้ทำผิดกฎบัญญัติไปสักข้อหนึ่ง พระเจ้าก็มีวิธีให้คนนั้นสารภาพบาปและคืนดีกับพระเจ้าได้  คือที่พลับพลาหรือเต็นท์นัดพบ  พระเจ้าจะไปอยู่ที่พลับพลานั้น ในห้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุด  และคนบาปที่จะไปพบพระเจ้าจะต้องผ่านที่แทนบูชา  เขาจะต้องถวายเครื่องบูชาต่อพระเจ้า  โดยมีปุโรหิตที่เป็นผู้กลางระหว่างคนบาปกับพระเจ้า  ปุโรหิตจะเป็นผู้นำเครื่องบูชา โดยเอาเลือดสัตว์เข้าไปในพลับพลา  เพื่อจะไถ่บาปของผู้ถวาย  ปุโรหิตจะเข้าไปแค่ในห้องแรกได้เท่านั้น  จะเข้าไปในห้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุดไม่ได้  จะมีผ้าม่านที่หนากั้นทางเข้าไว้  เพราะพระเจ้าบริสุทธิ์ ไม่อาจร่วมกับคนบาป  มีแต่มหาปุโรหิตเท่านั้นที่จะเข้าไปห้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุดได้ปีละครั้ง

 ในตอนนี้ชนชาติอิสราเอล อยู่ใต้กฎบัญญัติ  เมื่อพวกเขาได้รับกฎบัญญัตินั้นพวกเขาอยู่ในถิ่นทุรกันดาร  ชาวอิสราเอลได้บ่น ไม่พอใจ และไม่วางใจในการดูแลของพระเจ้า  พวกเขาจึงได้อยู่ในถิ่นทุรกันดารนั้นอีก 40 ปี  หลังจาก 40 ปีนั้นชนชาติอิสราเอล ได้เข้าสู่แผ่นดิน
คานาอัน ซึ่งเป็นแผ่นดินที่พระเจ้า ได้สัญญาไว้กับ
อับราฮัม  ตอนแรกคนอิสราเอลมีผู้วินิจฉัยปกครองชนชาติเขา  ต่อมามีกษัตริย์หลาย ๆ องค์ปกครองเขา  เช่น กษัตริย์ดาวิด  พระเจ้าได้สัญญาว่าในอนาคตจะมีกษัตริย์ เหมือนกษัตริย์ดาวิดอีกองค์หนึ่ง  ที่จะปกครองทั่วทั้งโลกด้วยความยุติธรรม

ขณะที่มีกษัตริย์องค์ต่าง ๆ ก็มีผู้เผยพระวจนะ  ผู้เผยพระวจนะนั้นเป็นปากเป็นเสียงของพระเจ้า  พระเจ้าได้เตือน และได้สัญญาจะอวยพรโดยทางผู้เผยพระวจนะนั้น  โยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่เราอาจรู้จักเรื่องของเขา  และมีผู้เผยพระวจนะอีกบางคนที่ได้พูดถึงผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะส่งลงมาในโลก เพื่อจะไถ่ชีวิตของคนบาป ให้พ้นจากอำนาจของบาปของมารซาตาน และของความตาย

สุดท้ายผู้ช่วยให้รอดมาจริง ๆ  คือ พระเยซูคริสต์ ได้เสด็จลงมาจากสวรรค์ (เส้นสีแดง) ได้เกิดมาเป็นบุตรมนุษย์ เป็นเด็กน้อย  พระเยซูเป็นพระเจ้า และเป็นพระบุตรของพระเจ้า  แต่พระเยซูทรงรับสภาพเป็นมนุษย์  ทำไมถึงรับสภาพเป็นมนุษย์  เพราะพระองค์รักมนุษย์  อยากอยู่ใกล้ชิดกับเรา  แต่พระองค์จะอยู่ใกล้ชิดกับเราได้อย่างไร ในเมื่อเราเป็นคนบาป และพระเจ้าบริสุทธิ์  สิ่งนี้เป็นไปได้ เพราะพระเยซูมาเพื่อทำทาง โดยมาเป็นลูกแกะของพระเจ้า ที่ถวายชีวิตของตน ให้เป็นเครื่องบูชาที่พระองค์ได้รับแทนเรา  พระเยซูไม่ได้ทำผิดบาปเลย พระองค์เป็นเหมือนลูกแกะที่สมบูรณ์ปราศจากตำหนิ  และเกิดเป็นมนุษย์ที่เสียชีวิตแทนเราได้  พระเยซูได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ไม่ใช่เพื่อบาปของพระองค์  แต่เพื่อไถ่บาปของเรา เพื่อเสียค่าจ้างของความบาปนั่นคือความตาย  พระโลหิตหรือเลือดของพระเยซูชำระล้างบาปได้  ให้เราได้รับการยกโทษบาปจากพระเจ้า เมื่อเราสารภาพบาปและเชื่อในพระเจ้า  โดยเชื่อว่าพระเยซูทำทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว เราจึงกลับไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า  มีชีวิตติดสนิทกับพระเจ้า และได้ไปสวรรค์และมีชีวิตนิรันดร์

เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้น  ผ้าม่านอันหนาที่อยู่ในพระวิหาร ก็ขาดจากข้างบนลงมา  พระเจ้าทรงกระทำสิ่งนี้ เพื่อแสดงถึงว่าหนทางกลับคืนดีกับพระเจ้าได้เปิดแล้ว  เพราะพระเจ้าได้รับเครื่องบูชาของพระเยซู ซึ่งได้ทำทุกสิ่งสำเร็จแล้ว

เราได้อธิบายความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ของพระเยซู  และความหมายของการสิ้นพระชนม์ของพระองค์แทนเราแล้ว  ตอนนี้เราอยากพูดถึงความหมายของการคืนพระชนม์

การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ  มันแสดงถึงว่าพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอด ที่ทำลายแผนการของมารซาตาน  พระเยซูได้ชนะมารซาตาน  และยังแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าผู้พิพากษาสูงสุด ได้รับค่าตอบแทนเป็นความตาย  เพราะพระเยซูไม่ได้อยู่ในความตาย  พระองค์ชนะความตาย  และยังแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่เคยทำบาป  ถ้าพระเยซูเคยทำบาป พระองค์จะคืนพระชนม์ไม่ได้  พระเยซูชนะความบาป  เมื่อเรารับเชื่อพระเจ้าเราจึงพ้นจากอำนาจของมารซาตาน บาป และความตาย  นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำสำหรับชีวิตของผู้เชื่อ

บทที่ห้า เริ่มต้นด้วยพระเจ้าทรงให้ชนชาติอิสราเอลรอดตายในประเทศอียิปต์  แล้วพระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับชนชาตินี้โดยประทานกฎบัญญัติให้คนอิสราเอลรักษา  แต่เขารักษาไม่ได้ เพราะทุกคนอยู่ใต้อำนาจของบาป ซาตาน และความตาย  แต่ประเยซูมาเป็นลูกแกะของ
พระเจ้า ที่รับความผิดของทุกคนทั่วโลก  ให้เราพ้นจากบาป จากมาร และความตายได้  บทนี้จบลงด้วยการลงโทษของพระเจ้า ที่ลงโทษพระบุตรของพระองค์เอง แทนที่จะลงโทษเรา

การสิ้นพระชนม์ การถูกฝัง และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องสุดยอดของเรื่องราวของพระเจ้า  เป็นบทสำคัญที่สุด  คือความบาปของมนุษย์ทำให้ถูกแยกออกจากพระเจ้า  แต่พระองค์เองเป็นผู้ช่วยให้รอดที่รักเรา และยอมตายเพื่อเรา  แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นบทสุดท้าย  แผนการของพระเจ้ายังไม่สำเร็จ  ทุกวันนี้พระเจ้าก็มีแผนการอยู่  และสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขนนั้น ก็ยังมีผลทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตด้วย  สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตพระเจ้า ก็บอกไว้ในพระคัมภีร์ให้เราทราบ

พระเจ้าได้บอกถึงเรื่องของพระเยซู ก่อนที่พระองค์จะมาเกิดในโลก  พระเจ้าบอกอย่างละเอียดทุก ๆ อย่าง และมันก็ได้เกิดขึ้นจริง  พระเจ้ากระทำตามที่พระองค์บอกทุกอย่าง  และสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตก็เช่นกัน  มันก็จะเกิดขึ้นจริง

 หลังจาก 40 วันที่พระเยซูฟื้นคืนมา พระเยซูก็ได้กลับไปยังสวรรค์  แต่พระเยซูสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งพวกสาวกของพระองค์  พระองค์สัญญาว่าจะส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาในโลก เพื่อจะอยู่กับผู้เชื่อทุกคน  แล้ว 10 วันหลังจากพระเยซูกลับไปยังสวรรค์นั้น มันก็เกิดขึ้น  พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาอยู่กับผู้เชื่อ ที่กำลังรอคอยอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม  จนถึงทุกวันนี้ทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระเยซู ก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนกัน  พระวิญญาณนี้เป็นผู้ช่วยในชีวิตของเรา  ให้เราสามารถใช้ชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  ให้เรามีกำลังใจ  ฯลฯ 

ในตอนนั้นผู้เชื่อทุกคนไม่ได้แยกกัน  แต่อยู่ด้วยกันที่กรุงเยรูซาเล็ม  เริ่มแรกพวกเขามีแค่ประมาณ 20 คน  แต่สิ่งสำคัญคือเขาอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกัน ให้กำลังใจกันและกัน  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมา และไปอยู่กับผู้เชื่อนั้น  พระวิญญาณก็ทำให้พวกผู้เชื่อเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  และทำให้เป็นหน่วยใหม่ในสังคมด้วย  กลุ่มใหม่นี้เราเรียกว่าคริสตจักร 

หน่วยใหม่นี้ หรือคริสตจักร ซึ่งเป็นเหมือนครอบครัวใหม่ สำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซู  ตัวเราเองก็เหมือนกัน  เราอาจจะเป็นผู้เดียวในครอบครัวที่เชื่อในพระเยซู  ญาติพี่น้องอาจดูหมิ่นเรา เพราะสิ่งนี้  แต่ที่ผู้เชื่อเป็นกลุ่มใหม่ เราเป็นเหมือนครอบครัวใหม่ ที่รักกัน ดูแลรักษากัน ช่วยกัน และอธิษฐานด้วยกัน

วันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาและอยู่กับผู้เชื่อ เป็นการวันฉลองเพ็นเทคอสต์ของชนชาติยิว  หลังจากรับพระวิญญาณแล้ว  เปโตรสาวกคนหนึ่งของพระเยซู  ลุกขึ้นยืนสอนประชาชนเรื่องการสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์  มีประมาณ 3,000 คนที่มารับเชื่อพระเจ้า  พวกเขาได้เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป  และต้องการพระเยซูผู้ช่วยให้รอดที่มาตายเพื่อล้างบาป และไถ่ชีวิตจากอำนาจของมารซาตาน ความตาย และความบาป  

พระเจ้าทำให้ผู้เชื่อในคริสตจักรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร กับพระเจ้าทำให้ผู้เชื่อใหม่ เพิ่มขึ้นในคริสตจักรแรกอย่างไร  ทุกวันนี้พระเจ้าก็ยังทำให้ผู้เชื่อใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน  คริสตจักรก็ยังขยายในทั่วโลก  นี่คือพันธกิจของพระเจ้าที่พระองค์ทรงกระทำ ผ่านทางผู้เชื่อที่ออกไปประกาศ  เหมือนเปโตรที่ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์  ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อผู้นั้นไม่มีสิทธิ์ไม่มีส่วนกับคริสตจักร และกับพระพรของพระเจ้า

แผนการของพระเจ้านั้นก็ร่วมสมัยของเรา  ในปัจจุบันนี้พระเจ้ายังสนใจมนุษย์  ยังสงสารคนบาป และอยากให้ทุกคนกลับคืนดีกับพระองค์  วิธีทางที่จะกลับคืนดีนั้นพร้อมแล้ว  สิ่งที่มนุษย์ทำได้เพียงอย่างเดียว คือถ่อมตัวลงและกลับใจใหม่มารับเชื่อพระเจ้า  ผู้นั้นก็จะได้รับการยกโทษบาป  รับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้า มีส่วนในครอบครัวของพระเจ้า และมีชีวิตติดสนิทกับพระเจ้าตลอดนิรันดร์

ผู้เชื่อในสมัยพระคัมภีร์นั้นได้รับการถูกกดขี่ข่มเหง  ผู้นำชาวยิวได้เกลียดชังพระเยซูฉันใด  พวกเขาก็เกลียดชังผู้เชื่อในพระเยซูฉันนั้น  พวกเขาไม่พอใจที่คริสตจักรขยาย หลังจากที่เขาได้ฆ่าพระเยซูแล้ว  นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเราที่มาเชื่อในพระเยซูเช่นกัน  แน่นอนที่จะมีคนบางคนที่ไม่พอใจ  อาจกดขี่ข่มเหงหรือดูหมิ่นเรา  แต่พระเจ้าได้ช่วยผู้เชื่อในสมัยนั้นอย่างไร  พระองค์ก็จะช่วยเราเช่นกัน  จำได้ไหมว่าพระเจ้าสัญญาว่าจะไม่ได้ทอดทิ้งเราไว้  พระเจ้าส่งพระวิญญาณเสด็จลงมา และให้มาอยู่กับเราตลอดไป  จะไม่จากเราไปไหนเลย  เราไม่ได้เป็นผู้คนที่อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง  เรามีครอบครัวใหม่ที่ช่วยเหลือกัน  ในแต่ละวันหรือแต่ละสถานการณ์  เราต้องพึ่งพาพระเจ้า  อธิษฐานร้องขอจากพระเจ้าผู้ดูแลชีวิตของเรา  แล้วเราก็จะมีกำลังอดทนได้  โดยอำนาจที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น  หมดทุกสิ่งนี้ก็เป็นผลของสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขน 

ในเวลาต่อมาข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ ได้ขยายไปทั่วทุกแดน  ครั้งแรกพวกสาวกไปประกาศกับคนยิว  แต่ครั้งหลังพระเจ้าได้นำเขาไปประกาศกับคนต่างชาติด้วย  มีชายคนหนึ่งชื่อว่าเปาโล  เป็นผู้ที่พระเจ้าใช้ไปประกาศในหลายดินแดน และประกาศกับคนหลากหลายอาชีพ  เมื่อก่อนเปาโลไม่ได้เป็นผู้เชื่อ แต่เขาเป็นคนที่ข่มเหงผู้เชื่อ  แต่เมื่อพระเยซูมาปรากฏให้เปาโลเห็น  เปาโลจึงกลับใจและมาเชื่อในพระเยซู  เปาโลได้เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าก่อตั้งคริสตจักรในหลายแห่ง  จนถึงทุกวันนี้ข่าวประเสริฐได้ขยายไปและมาถึงยังที่นี่ด้วย  และนี่เองทำให้คนไทยได้ฟังเรื่องของผู้ช่วยให้รอดและได้วางใจในสิ่งที่พระเจ้าได้ทำสำหรับเรา  และให้เราได้เป็นพยานถึงเรื่องของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

เรื่องทั้งหมดนี้ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ในหนังสือกิจการอัครทูต  หลังจากหนังสือกิจการอัครทูต ได้มีจดหมายฝากหลายฉบับที่ได้เขียนไว้สำหรับผู้เชื่อในสมัยนี้  เปาโล ยอห์น เปโตร ยากอบ และยูดาเป็นผู้เขียน  พวกอัครทูตได้เขียนเรื่องชีวิตคริสเตียน ชีวิตใหม่ที่เราได้รับเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่ในเรา  และบอกถึงเรื่องอนาคตด้วย 

หนังสือเล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์เรียกว่า วิวรณ์  ในหนังสือวิวรณ์  เราจะเห็นว่าพระเยซูเป็นผู้ชนะที่มีเกียรติมากมาย และได้เป็นกษัตริย์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาทั่วโลก  ยอห์นเป็นผู้เขียน  เขาวาดภาพของพระเยซูแบบที่เขาได้เห็นพระองค์  คือ ขณะนี้ที่พระเยซูอยู่บนสวรรค์ ทรงได้รับเกียรติและตำแหน่งสูง  คือนั่งข้างบัลลังก์ของพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา  จากนั้นยอห์นได้บอกถึงเหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะพระเยซูเป็นผู้ชนะ  พระเยซูได้ชนะแม้พระองค์สิ้นพระชนม์  แต่ได้ฟื้นคืนพระชนม์  พระเยซูได้ชนะมารซาตาน ความตาย และความบาป  สิ่งนี้นั้นมีผลในอนาคตด้วย

ในอนาคตซึ่งอาจอีกไม่นาน พระเจ้าจะลงโทษทั่วโลกครั้งใหญ่  (พระคัมภีร์ใช้ภาพสามอย่างเพื่อจะอธิบายการลงโทษนี้  คือมีการเปิดตราประทับเจ็ดดวง การเป่าแตรเจ็ดคัน และการเทขันลงเจ็ดใบ)  แต่พระเยซูจะมารับเราผู้เชื่อขึ้นไปในเมฆ ก่อนการลงโทษนี้จะมาถึง  (เส้นสีส้ม เป็นเส้นของคริสตจักร  เส้นสีแดงเป็นของพระเยซู)

การลงโทษครั้งใหญ่นี้จบในบทที่หก เป็นเรื่องราวของพระเจ้า  ซึ่งมันยังอยู่ในอนาคต  แต่บทนี้ “อยู่ใต้พระคุณ ” เป็นบทในสมัยของพวกเรา  ตัวเราเองเป็นบุคคลในเรื่องราวของพระเจ้าในบทนี้  บทนี้เริ่มต้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เสด็จลงมาในโลก มาอยู่กับผู้เชื่อทุกคน และมาสร้างคริสตจักร  แล้วบทนี้จะจบด้วยการลงโทษทั่วโลก

 หลังจากการโลงโทษครั้งนี้ พระเยซูจะเสด็จมาในโลกครั้งที่สอง  คือที่พระเยซูเสด็จมาครั้งแรกพระองค์มาสิ้นพระชนม์ เพื่อบาปของเรา  แต่ครั้งที่สองนี้ไม่เกี่ยวกับความบาป  แต่เกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้าที่พระเยซูจะตั้งขึ้นให้อยู่บนโลกนี้  พระเยซูจะมาเป็นกษัตริย์ และจะปกครองทั่วโลกด้วยความยุติธรรม  และมารซาตานจะถูกมัดไว้เป็นเวลา 1,000 ปี

พวกเราผู้เชื่อที่มีส่วนในคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ ก็จะลงมากับพระเยซูในเวลานั้น มาช่วยปกครองโลกกับพระเยซู (เส้นสีส้ม)

หลังจากที่พระเยซูปกครองทั่วโลกเป็นเวลา 1,000 ปีแล้ว  จะมีวันหนึ่งที่เรียกว่าวันสุดท้าย  ในวันนั้นทุกคนที่เคยอยู่ในโลก จะฟื้นคืนมาและรับร่างกายใหม่ (เส้นสีดำ)  แล้วพระเจ้าจะตั้งบัลลังก์ใหญ่ขึ้นมา เพื่อพิพากษาคนทุก ๆ คนในวันนั้น  คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าจะถูกลงโทษ และกลับไปอยู่ที่นรกชั่วนิรันดร์  มารซาตานจะถูกพิพากษาลงโทษในวันนั้นเหมือนกัน  และจะถูกส่งไปในนรกซึ่งไฟไม่มีวันดับ  

บทที่เจ็ดเป็นบท “การปกครองของพระเจ้า” ก็ได้ตั้งต้นด้วยการอวยพรของพระเจ้า  เมื่อพระเยซูเสด็จลงมาในโลก  ในโลกจะมีความยุติธรรม  แล้วหลังจาก 1,000  ปีนั้นจะจบบทด้วยการลงโทษในวันสุดท้าย

แต่ผู้ที่ได้เชื่อพระเจ้าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลก สำหรับผู้นั้นพระเจ้ายังมีแผนการพิเศษอยู่  พระเจ้าจะทรงสร้างแผ่นดินโลกกับฟ้าสวรรค์ใหม่ ให้ผู้นั้นได้ไปอยู่อย่างสุขสบายกับพระเจ้านิรันดร์  ณ ที่นั่นไม่มีบาป ไม่มีความเจ็บป่วย ไม่มีน้ำตาแห่งความโศกเศร้า ไม่มีความตาย ไม่มีความมืด และไม่มีมารซาตาน  พระเจ้าบอกว่า  “ดูเถิด  เราสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่”  

นี่แหล่ะคือตอนจบของแผนการของพระเจ้า  พระเจ้าทรงดีเลิศ  พระเจ้าทรงวางแผนการที่ดีสำหรับเราเสมอ  

ความสุขมีแก่ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซูผู้ช่วยให้รอด

© Copyright - readthaibible - Support Leonarda Martinez Saez